จากโอวาทธรรมหลวงปู่แบน ธนากโร เรื่อง "ว่างเพราะวาง"
ศาสนาของพระพุทธเจ้าสอนให้รู้จิตเห็นจิต เรียกว่ารู้ธรรมเห็นธรรม
อะไรมันปกปิดเอาไว้ สมมุติบัญญัติทั้งหมดในโลกอันนี้ล่ะปกปิดธรรม ปกปิดธรรมก็คือปกปิดจิต ในเมื่อเปิดสมมุติบัญญัติทั้งหลายออกไปแล้ว ไม่ต้องปรารถนาจะรู้ ก็รู้ก็เห็น เหมือนกับภาชนะครอบแก้วแหวนเงินทอง ครอบแล้วไม่เห็น ถ้าเปิดออกไปแล้ว ไม่ต้องไปหาก็เห็น ใจของเราก็เหมือนกัน เปิดออกให้หมด ไม่ต้องให้มีอะไรตกค้าง วางออกไปหมด
ข้างนอกเขาเป็นธรรมชาติของเขา ความสะอาดสะอ้านข้างนอกเขาเป็นธรรมชาติของเขา ความรกรุงรังข้างนอกเขาเป็นธรรมชาติของเขา สะอาดสะอ้านหรือสกปรกรกรุงรัง ใจเท่านั้นว่าเป็น อันนั้นเป็นสังขารทั้งนั้น เป็นอนิจจังทั้งนั้น เป็นทุกขัง เป็นอนัตตาก็อันเดียวกัน คือเป็นของเกิดมาแล้วดับ
การภาวนาก็คือการค้นคว้าทำให้แจ้งในสิ่งที่เราไม่แจ้งไม่ชัด การศึกษาในสิ่งที่เราไม่แจ้งไม่ชัดนี้ล่ะเป็นการทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจแจ่มแจ้งในสิ่งที่เรายังไม่รู้นั้น ที่ใจของเรายึดนั้นก็เพราะใจของเราไม่แจ้งชัดตามความเป็นจริง ใจของเราแจ้งชัดตามความเป็นจริงขณะใด ขณะนั้นใจของเราปล่อยวางเอง โดยไม่ต้องตั้งใจที่จะปล่อยวาง
ในเมื่อเราปล่อยวางไปตามความเป็นจริงของเขาแล้ว ใจของเราก็ปรากฏว่าว่าง ว่างเพราะเราปล่อยวาง ว่างเพราะเราเห็นชัดตามความเป็นจริง ว่างจากสิ่งที่มากวนใจ ว่างจากเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยรุงรังอยู่ในใจ เรื่องที่เคยรุงรังอยู่ในใจของเราจะไม่มี เรียกว่าใจของเราว่าง แต่คำว่าใจว่าง ใจก็ยังมี ไม่ใช่ว่าใจว่างไม่มีใจ ใจว่างใจก็ยังมี
ใจของเราว่างนี่ ว่างคำว่าสัตว์ ว่างคำว่าคน เป็นอากาศธาตุไปเลย คำว่าอากาศธาตุมันเป็นอากาศไปหมด ว่างเปล่าเป็นอากาศจากคำว่าสัตว์คำว่าคน คือความเป็นคนความเป็นสัตว์ไม่มี ถ้าหากว่าความเป็นคนยังมีอยู่ความเป็นสัตว์ยังมีอยู่ ความเป็นนั้นเป็นนี้ยังมีอยู่ ใจมันก็ยังไม่ว่างมันก็ยังไม่เป็นอากาศธาตุ
แม้แต่อากาศธาตุ ก็สักแต่ว่าเราพูดกัน อากาศธาตุเขาก็ไม่ได้ว่าเขาเป็นอากาศธาตุ ที่เป็นอากาศธาตุเป็นเพราะเราไปสมมุติมาพูดกันเท่านั้น ความจริงแล้วเขาไม่ได้เป็นอะไรนี่ ปล่อยวาง ราบไปหมด ไม่มีอะไรจะไปยึดอะไรมันไม่มีอะไรจะให้ยึด ใครจะไปยึดของว่าง ใครจะไปยึดอากาศ จึงว่ามันว่าง ถ้าหากว่าใจของเรามันว่าง
โลกธาตุเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด ใจของเรามันเป็น
พระอาจารย์แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์
จากหนังสือทางแห่งมรรคผล มหาสติปัฏฐานภาวนา หน้า ๒๖๓ -๒๖๔
ที่มา : FB พุทธมหาเจดีย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ภูผาแดง
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=2953557194689884&id=539401609438800
~~~~~~~~~~~~~~~
โยมส่งการบ้านองค์หลวงตา หลังจากได้อ่านโอวาทธรรมพ่อแม่ครูอาจารย์ องค์หลวงปู่แบน ธนากโร
~~~~~~~~~~~~~~~
โยม 1 : สิ่งที่จิตยังไม่แจ้ง... จิตก็คว้าไว้รกรุงรัง
สิ่งใดที่แจ้งในจิตแล้ว... ความจริงในจิตจึงปล่อยวางความจริงไว้ตามความเป็นจริง...อย่างนั้นเอง
แจ้งเมื่อใด... จิตก็ปล่อยวางเองเจ้าค่ะ (กราบ) (กราบ) (กราบ)
หลวงตา : คำว่า “สิ่งที่จิตยังไม่แจ้ง....จิตก็คว้าไว้รกรุงรัง”
***** หมายถึง... “จิตไม่รู้ตัวว่าจิตหลงยึดถืออยู่”
จึงเป็นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดภพ ชาติ ชรา มรณะ และความทุกข์ โศก เศร้า คับแค้นใจ หดหู่ เหี่ยวแห้งใจ.... เพราะมีผู้ยังไม่สมหวัง สมปรารถนา ยังไม่ได้อย่างใจอยาก เช่น
หลงยึดถือความรู้แจ้ง
หลงยึดถือความไม่ยึดถือ ความพ้นทุกข์ หรือ นิพพาน
หลงยึดถือจิต หรือ ใจ เสียเอง
โยม 1 : จิตมันหลงยึดถือตัวมัน จึงมีอาการของความหลงแสดงออกจริง ๆ เจ้าค่ะ ชั่วขณะจิตที่พลิก มันเหมือนครอบแก้วหายไป ธรรมชาติก็เปิดเผยตัวเอง
ไม่ใช่เพราะ... ธรรมชาติเพิ่งเปิดเผยความจริง
แต่เพราะ "จิตมันโง่" เลยเป็นหมอกมาหุ้มตัวมันไว้
เมื่อหมอกสลาย.. จิตมันหายโง่ จึงมองเห็นความจริงที่มีอยู่แล้วอย่างชัดแจ้ง.. เท่านั้นเองเจ้าค่ะ (กราบ) (กราบ) (กราบ)
หลวงตา : คำว่า... “แจ้งเมื่อใด ... จิตก็ปล่อยวางเอง” แสดงว่าหลงยึดถือมีตัวเราผู้รู้แจ้ง ผู้จะรู้แจ้ง ผู้จะพ้นทุกข์
**** ปล่อยวาง....
อาการรู้แจ้ง
อาการรอรู้แจ้ง
อาการเข้าไปทำความเข้าใจ เพื่อรู้แจ้ง หรือ เพื่อความพ้นทุกข์
อาการทุกอาการแม้น้อยหนึ่ง นิดหนึ่ง ปรมาณูหนึ่ง แม้ความว่าง แม้ความจะมีผู้พ้นทุกข์
ผู้ปล่อยวาง
โยม 1 : อาการที่แอบซ่อนไว้ในจิตเป็น "ความมี" ที่ยังปรากฏให้เห็นได้ เมื่อมีความเคลื่อนไหวของความมี.. จึงไม่รอดพ้นจาก "ความรู้" ว่าสิ่งที่มี... เป็นสิ่งปรุงแต่ง
เห็นอาการของอีแอบ จึงรู้ว่ามี "อีแอบ" อยู่ในใจ เพราะมันซ่อนเร้นไม่ได้ ต้องแสดงอาการเพราะเป็นสิ่งมีอยู่
แม้อวิชชาที่หลงยึดถือตัวตนที่นอนเนื่องเนียน ๆ อยู่ในใจ ก็ยังถูกสติรู้เท่าทัน ทุกอาการที่ถูกรู้ และตัวตนของผู้รู้จึงถูกสลัดคืนกลับสู่ธรรมชาติ...
มี หรือ ไม่มี.. ก็คงเป็นธรรมชาติคู่กันเช่นนั้นเองเจ้าค่ะ (กราบ) (กราบ) (กราบ)
หลวงตา :
*****ไม่มีความเพลิดเพลินใจ ยินดี พอใจ อยากได้ อยากเอา อยากเป็น อยากสำเร็จ อยากบรรลุสิ่งใด... ความทุกข์ก็ไม่มี (นิพพาน) หรือ ความทุกข์ (ทุกขสัจ) มีอยู่ แต่ผู้ทุกข์ไม่มี (นิพพาน)
โยม 1 : "ความอยาก" เป็นเพียงแค่อาการของจิตปรุงแต่งที่ยังหลงยึดถือตัวตน (มีอวิชชา) เท่านั้นเอง
อยาก - ไม่ได้ต่างกับความไม่อยาก ยินดี - ยินร้าย ล้วนเป็นแต่ "อาการของจิต" เท่านั้น หากไม่มีผู้ยึดถือ.. มันก็คือสภาพเกิดดับที่หมุนเวียนไป
มันยึดถือไม่ได้อยู่แล้วเจ้าค่ะ... มันเป็นของมันอย่างนั้น มันไม่ได้ให้ค่าตัวมัน แต่ความเห็นผิดมันเกิดจาก "จิต" ที่หลงไปยึดถือ จึงแสดงอาการออกมา
"ใจ" แท้ ๆ มันอยากไม่ได้ เพราะอะไร ๆ มันก็เป็น "ธรรมชาติ" ของมันอย่างนั้นจริง ๆ เจ้าค่ะ (กราบ) (กราบ) (กราบ)
อวิชชาในขณะจิตที่ถูกพ่อแม่ครูอาจารย์จี้ให้เห็น.. กลายเป็นฝุ่นผงที่ละลายไปกับสายลม
ด้วยความเมตตาสุดประมาณ จึงทำให้ศิษย์ลืมตาอ้าปากได้ในวันนี้.. กราบแทบเท้าหลวงตาเจ้าค่ะ (กราบ) (กราบ) (กราบ)
~~~~~~~~~~~~~~~
โยม 2 : น้อมกราบพระธรรมคำสอนองค์หลวงปู่แบน ธนากโร และน้อมกราบขอบพระคุณองค์หลวงตาอย่างสูงสุดเจ้าค่ะ กราบ กราบ กราบ เจ้าค่ะ
กราบขอโอกาสเจ้าค่ะ
เมื่อใจไม่แจ้งชัดความจริง ใจจึงหลงยึดถือ ไม่ใช่ “เรา” ยึดถือ
เมื่อใจแจ้งชัดความจริง ใจปล่อยวางเอง ไม่ใช่ “เรา” ปล่อยวาง
ทุกปัจจุบันขณะ...
ไม่มี “เจ้าของ” ใจที่แจ้งชัด และ ใจที่ไม่แจ้งชัด
ไม่มี “เจ้าของ” ใจที่ยึด และ ใจที่ไม่ยึด
ไม่มี “เจ้าของ” ใจที่ว่าง และ ใจที่ไม่ว่าง
พ้นไปจากใจที่ปรุงแต่งว่าอะไรเป็นอะไร
พ้นไปจากใจที่อยู่ภายใต้สมมุติ
เป็นใจที่ไร้ตัวใจ เป็นใจที่ไร้ตัวตน
เป็นวิมุตติ หลุดพ้น แบบไม่มีตัวผู้หลุด ไม่มีตัวผู้พ้นเจ้าค่ะ
หนูเห็นว่า... มันเหมือนคลื่นทะเล (สังขาร) กับน้ำทะเล (วิสังขาร) ที่อยู่คู่กันไปตามธรรมชาติอย่างที่เป็น เช่นนั้นเอง เจ้าค่ะ
กราบ กราบ กราบ เจ้าค่ะ
หลวงตา : สาธุ
~~~~~~~~~~~~~~~
โยม 3 : น้อมกราบนมัสการหลวงตาเจ้าค่ะ น้อมกราบธรรมหลวงปู่แบน เจ้าค่ะ
ธรรมหลวงปู่ “ในเมื่อเราปล่อยวางไปตามความเป็นจริงของเขาแล้ว ใจของเราก็ปรากฏว่าว่าง ว่างเพราะเราปล่อยวาง ว่างเพราะเราเห็นชัดตามความเป็นจริง ว่างจากสิ่งที่มากวนใจ ว่างจากเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยรุงรังอยู่ในใจ เรื่องที่เคยรุงรังอยู่ในใจของเราจะไม่มี เรียกว่าใจของเราว่าง แต่คำว่าใจว่าง ใจก็ยังมี ไม่ใช่ว่าใจว่างไม่มีใจ ใจว่างใจก็ยังมี
ใจของเราว่างนี่ ว่างคำว่าสัตว์ ว่างคำว่าคน เป็นอากาศธาตุไปเลย คำว่าอากาศธาตุมันเป็นอากาศไปหมด ว่างเปล่าเป็นอากาศจากคำว่าสัตว์คำว่าคน คือความเป็นคนความเป็นสัตว์ไม่มี ถ้าหากว่าความเป็นคนยังมีอยู่ความเป็นสัตว์ยังมีอยู่ ความเป็นนั้นเป็นนี้ยังมีอยู่ ใจมันก็ยังไม่ว่างมันก็ยังไม่เป็นอากาศธาตุ”
ลูกเห็นเจ้าค่ะว่าสมมุติใช้อยู่ในปัจจุบันมันคือสังขาร โดนกระทบเมื่อไหร่ปรุงแต่ทันทีห้ามไม่ได้เขาคือธรรมชาติที่ทำงานอยู่ และแต่ก่อนลูกเห็นสิ่งนี้ทำงานร่วมกับความสงบ นิ่งอยู่ แยกการทำงานกัน แต่เขาทำงานพร้อมกัน เพราะเรายังมีชีวิตอยู่ ในความสงบว่างนี้ แต่มีอีแอบไปยึดความสงบว่างไว้ แต่ตอนนี้สิ่งนี้ก็ยึดไม่ได้ เข้าไปยึดมันเกิดวงจรปฎิจจสมุปาททันที
ทุกครั้งที่ฟังหลวงตาและเพียรพิจารณาตามสัจธรรม ธรรมชาติที่เขาเกิดดับไปเรื่อย ๆ ยอมรับเขาตามความจริง อยู่กับปัจจุบันขณะและดูอีแอบ รู้เท่าทันอีแอบ มันยังมีความว่าง สงบอยู่ทั้งที่อารมณ์ที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่อารมณ์สงบ คนละตัวกัน แต่เขาทำงานพร้อมกัน แค่รู้เท่าทันแบบไม่บังคับการรู้นี้ เห็นว่าคือสมมุติ ไม่ยึดแม้ความสงบหรือว่าง ไม่ยึดอะไรเลย เพราะเขาคือธาตุธรรมชาติตามเหตุปัจจัยเท่านั้น
และตัวรู้ที่ไปรู้ถ้าเห็นตัวรู้โดยมีเจตนามันไม่วางเจ้าค่ะ แต่ถ้ารู้แบบเฉยๆ รู้ตรงแค่เห็น อยู่ รู้ อยู่ ตามที่เป็น เพียรฝึกไปดูจิต ดูใจไม่ยึด มีสติในวิกฤติตอนนี้ ลูกกังวลเมื่อไหร่ เสียงหลวงตามาเตือนเลยทันที ว่า “มีความกังวลอยู่ลึก ๆ” จิตเขาปล่อยวางทันทีเจ้าค่ะ ลูกไม่ทราบว่าจิตส่งออกนอกหรือธรรมมาสอน แต่ได้ผลคือความกังวลหายไป เขาวางเองเจ้าค่ะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
กราบขอบพระคุณในความเมตตาไม่มีประมาณศิษย์อยู่ไกลแค่ไหน ไม่ไกลหลวงตาเจ้าค่ะ น้อมกราบหลวงตาเจ้าค่ะ กราบ กราบ กราบ
หลวงตา : สาธุ
~~~~~~~~~~~~~~~
โยม 4 : หลวงตา หนูเห็นเมตตาอันล้น... แบบไม่มีประมาณของหลวงตาที่เมตตาสอนศิษย์ทุกคน หลวงตาทั้งสอนด้วยคำพูด ทั้งด้วยกำลังภายใน
ถ้าอุ้มศิษย์ไปได้เลย แล้วศิษย์ไม่ต้องปฏิบัติอะไรเอง หลวงตาคงอุ้มไปแล้ว หลวงตาคงอุ้มไปหมดทุกคน... เมตตานี้ หนูรับรู้ได้มันซึ้งอยู่ในใจ เห็นหลวงตาแล้วเหนื่อยแทน บารมีขององค์หลวงตานี้ยิ่งใหญ่นัก หลวงตาใส่ทั้งธรรม ทั้งกำลังกาย กำลังจิต กำลังใจ แล้วยังส่งกำลังภายในให้อีก หนูไม่รู้จะพูดยังไงเลย หลวงตาเมตตาศิษย์ทุก ๆคน ครูบาอาจารย์แบบองค์หลวงตานี้ ไม่รู้เลยว่าจะได้เจออีกไหม...
ขอองค์หลวงตา รักษาธาตุขันธ์ โปรดสรรพชีวิตต่อไปด้วยคะ
หนูขอกราบแล้วกราบอีก ในพระเมตตาที่หาที่สุดไม่ได้ (กราบ กราบ กราบ)
หลวงตา : สาธุ
~~~~~~~~~~~~~~~
โยม 5 : เมื่อใจยึดสิ่งใด ย่อมเป็นทุกข์ เพราะสิ่งนั้น
การยอมรับตามเป็นจริง ของธรรม ชาติ ว่ามันเป็น เช่นนั้นเอง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็น “อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา” เป็นสังขาร เป็นสิ่งเกิดดับ หากไปยึด ถือ ย่อมเป็นทุกข์ แม้แต่ยึดถือใจที่เป็นวิสังขาร ก็เป็นทุกข์เช่นกัน
ใจที่รู้แล้ว แจ้งแล้ว มันจะปล่อยวางเอง โดยไม่ต้องตั้งใจไปไล่ปล่อย ไล่วาง เพราะมันเห็นทุกข์ของการยึดถือ เห็นโทษภัยในวัฎฏะ
กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะหลวงตา
หลวงตา : สาธุ
~~~~~~~~~~~~~~~
หลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย
โอวาทธรรมจากปุจฉาวิสัชนา
27 มีนาคม 2563