โยม : กราบขอบพระคุณหลวงตาเจ้าค่ะ
วันนี้ขึ้นรถไฟฟ้า เห็นแต่คนแน่นขนัด เบียดกันขึ้นลงรถ เราก็ไม่ได้ขึ้นซักที ได้แต่มองดูรถคันแล้วคันเล่า วิ่งผ่านไปมา
มันเห็นความจริงที่กลับด้าน ว่าแท้จริงแล้ว เมื่อก่อนเราเข้าใจว่า ตัวเราเป็นผู้ดู รถซึ่งเปรียบเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ผ่านไปมา
แต่แท้จริง ตัวเรากลับเป็นคนที่นั่งในรถนั้น ตลอดเวลาต่างหาก รถทั้งคันและผู้นั่งในรถ ก็คือตัวเรา ที่เป็นกายสังขาร และจิตตสังขาร
รถที่วิ่งไปเรื่อย ๆ พาเราผ่านภาพ ผ่านทิวทัศน์ต่าง ๆ มากมาย และบ่อยครั้งเราก็เพลิดเพลินไปกับภาพเหล่านั้น หรือไม่ก็เพลิดเพลินกับคนที่เข้ามาในรถคันเดียวกับเรา จนเราลืมไปว่า คนเหล่านั้นเขาเข้ามาในรถ เขานั่งเป็นเพื่อน แต่เขาก็ต้องลงจากรถในสถานีใดสถานีหนึ่ง
ส่วนตัวเราที่กำลังนั่งอยู่บน "รถไฟสายชีวิต" รถมันจะต้องวิ่งช้าลง หยุดและจอดสนิทในวันใดวันนึงเป็นแน่แท้
พอมันน้อมความจริงส่วนนี้ทีไร ใจมันแทบไม่ส่งออกไปเพลิดเพลินกับวิวใด ๆ ที่ถูกเห็นเลย แต่มันดำรงอยู่ด้วยสติ ด้วยความรู้อยู่เสมอ
รู้ว่า ตัวเรากำลังอยู่บนรถไฟสายชีวิต ที่กำลังแล่น และกำลังจะจบลงในวันหนึ่ง
สิ่งที่ถูกเห็น ที่เข้าใจว่ามีอะไร ๆ ที่ผ่านมา กลับเป็นเรื่องที่ปราศจากสาระกับใจไปเลยเจ้าค่ะ สิ่งที่เคยรู้สึกว่ามีความหมาย กลับไร้ความหมายอย่างแท้จริง
และมันยอมที่จะให้ทุกสิ่งทุกอย่าง รวมถึงตัวเราผู้นั่งในรถ สิ้นสุดลงพร้อมกับ รถไฟคันนี้ ไม่เอาตัวเราไปหารถคันอื่นนั่งอีกแล้วเจ้าค่ะ
หลวงตา : สาธุ
~~~~~~~~~~~~~
โยม : มันยังมีงอแง มีอารมณ์เหมือนเดิม แต่มันไม่เหมือนเดิมเจ้าค่ะ
เหมือนมันไม่ได้แยก เป็นอารมณ์ออกไป เหมือนเมื่อก่อน มันจะเป็นอารมณ์และผู้รู้อารมณ์
แต่อันนี้ มันเป็นสิ่งนั้นทั้งหมด อยู่กับตัวเราเลย
มันรวมด้วยกัน เศร้าก็เศร้า ร้องไห้ก็ร้อง ไม่ชอบก็ไม่ชอบ มันไม่อาจผลักไส หรือไม่อาจดูดเข้า เพราะมันเป็นหนึ่งเดียวกัน
แต่มันมีรู้ รวมอยู่ในนั้นด้วย อะไรเกิดมันก็ห้ามไม่ได้ ผลักไม่ได้ ดูดไม่ได้ ผลักไม่ได้ เพราะคือตัวเราทั้งตัว ไม่มีตัวจิตออกมาให้ดูอะไรเลย
หลวงตา : อาการทั้งหมดนั้น เป็นสังขารปรุงแต่งทั้งนั้น มันก็เกิด ดับเอง... เกิดเอง ดับเอง..... อย่างเก้อ ๆ ของมันทุกปัจจุบันขณะ
ไม่มีใครไปอะไร... อะไรกับมัน
และ
ไม่มีตัวตนของผู้รู้ "สังขาร"
และ
ไม่มีกริยาจิตไปรู้สังขารเหล่านั้น ด้วย
ส่วน "ธาตุรู้" มันก็เป็นธรรมชาติไม่มีตัวตน ไม่มีที่ตั้ง ไม่ปรุงแต่ง ไม่ปรากฏการเกิดดับ ซึ่งตามธรรมดามันก็เป็นปกติธรรมชาติของมันอย่างนั้น
เพียงแต่ขณะที่ยังมีความเห็นผิดจากสัจธรรมความจริง ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็จะเป็นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน หรือ กิเลสมาบังจิต หรือ ใจ หรือ ธาตุรู้
เมื่อเกิดสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นชอบ เห็นจริง และยอมรับตามความเป็นจริงตามสัจธรรมแล้ว ก็สิ้นอวิชชา ตัณหา อุปาทาน หรือ สิ้นกิเลส เหมือนเมฆที่มาบังพระอาทิตย์หรือพระจันทร์ ซึ่งเปรียบเหมือนจิต ใจ หรือ ธาตุรู้บริสุทธิ์ ก็ถูกเปิดเผยออกมาเอง
หลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย
โอวาทธรรมจากปุจฉาวิสัชนา
13 กันยายน 2562